มข. ยกระดับความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง จัดประชุมสภาฯ ณ หลวงพระบาง มุ่งแก้ปัญหาข้ามพรมแดน

ในยุคโลกไร้พรมแดน ความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้านและการจัดการปัญหาข้ามแดนเป็นประเด็นที่ไม่อาจมองข้าม โดยเฉพาะในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอย่างจุดผ่านแดนบ่อเต็น (Boten) ใน สปป.ลาว ซึ่งเป็นประตูเชื่อมต่อระหว่างประเทศในภูมิภาค พื้นที่ดังกล่าวนับเป็นจุดศูนย์กลางของการพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าชายแดน การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การเสริมสร้างความมั่นคงและป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงความร่วมมือด้านการศึกษาและวัฒนธรรม ซึ่งล้วนเป็นกุญแจสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนของภูมิภาค

ด้วยตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว มหาวิทยาลัยขอนแก่นจึงได้จัดการประชุมสภามหาวิทยาลัย ครั้งที่ 2/2568 พร้อมการประชุมร่วมระหว่างสภามหาวิทยาลัยและคณะกรรมการบริหาร ณ เมืองมรดกโลกหลวงพระบาง สปป.ลาว ระหว่างวันที่ 5-9 กุมภาพันธ์ 2568 เพื่อระดมความคิดเห็นจากนักวิชาการหลายศาสตร์ และแสวงหาแนวทางความร่วมมือเพื่อร่วมแก้ไขปัญหาสำคัญระดับภูมิภาค

ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า “การที่เราใกล้ชิดกันขนาดนี้ เรามีปัญหาร่วมกันเยอะมาก ตั้งแต่การที่เรามีแม่น้ำใหญ่ร่วมกันคือแม่น้ำโขง เรามีผลประโยชน์ร่วมกันมากในการดูแลป่า และที่สำคัญอย่างยิ่งคือประเด็นเรื่องสิ่งผิดกฎหมายทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการพนัน การค้าอาวุธ ยาเสพติด การหลอกลวงด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการลงทุน การฟอกเงิน”

“เนื่องจากประเทศไทยมีทำเลที่ตั้งอยู่ตรงกลาง กอปรกับมีความเชี่ยวชาญสูงในหลายด้าน รวมถึงมีสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งด้านเทคโนโลยีและการเงิน จึงมีความรับผิดชอบร่วมในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำของภูมิภาค มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงมีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางการศึกษาวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเองอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์จังหวัดหนองคาย ที่มีชายแดนติดกับ สปป.ลาว ซึ่งเป็นประตูสู่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง”

สอดคล้องกับมุมมองของ นายสุรพล เพชรวรา อุปนายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ชี้ให้เห็นว่า “มหาวิทยาลัยขอนแก่นตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ของโครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือ Greater Mekong Subregional-GMS พื้นที่ตรงนี้จึงเป็นสปริงบอร์ดสำหรับประเทศไทยสู่กลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง” 

“ในการเดินทางครั้งนี้ได้มีการลงนาม MOU ด้านการศึกษากับฝ่ายลาว มีคำกล่าวของประธานฝ่ายลาวที่ผมประทับใจประโยคหนึ่งที่ว่า อยากจะให้ลาว ปิ้นหน้า เบิ่งโลก หรือ หันหน้าดูโลก คือ มองข้ามพ้นจากเขตแดนลาวไป ฉะนั้นในฐานะที่ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น อยากจะเห็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเปิดสู่ประสบการณ์พวกนี้ให้มากขึ้น มหาวิทยาลัยต้องทำตัวเป็นสถาบันที่ชี้นำสังคมและข้อมูลกับสังคม วิจัยที่รู้ลึก รู้จริง และรู้ชัด และนี่คือสิ่งที่ผมอยากจะเห็น”อุปนายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น  กล่าวเสริม

จากนโยบายระดับสภามหาวิทยาลัย รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้สะท้อนมุมมองการนำไปสู่การปฏิบัติว่า “การได้รับความรู้จากวิทยากรทั้งจากจีน ลาว และนักวิชาการไทย ทำให้ได้เปิดมุมมองและให้ข้อมูลที่มีความสำคัญอย่างมากต่อคณาจารย์ของเรา ซึ่งจะนำไปสู่การทำให้อาจารย์ของเราได้หันมาสนใจปัญหาที่อยู่ใกล้ตัว ซึ่งมีผลกระทบมากกว่าข่าวในตะวันออกกลางหรือยูเครนที่เราติดตามอยู่ เห็นได้ว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นต้องหันมาสนใจประเด็นข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง ผ่านการวิจัยและสังเคราะห์องค์ความรู้ เพื่อประโยชน์ในการแก้ปัญหานโยบายสาธารณะที่จะหาทางออกเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของทั้งคนไทยและประเทศเพื่อนบ้าน”

ด้าน รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจชายแดนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้ให้ทัศนะสนับสนุนการร่วมประชุมครั้งนี้ว่า “การศึกษาเรื่องราวต่างๆ ในปัจจุบันนี้ต้องเป็นการศึกษาแบบ Multi Disciplinary การที่เราได้มาพบกัน ได้ร่วมเดินทาง ไปเห็นสถานที่จริง และมองเรื่องเดียวกันจากหลากหลายมิติ เป็นสิ่งที่ผมอยากให้เกิดขึ้นในแวดวงวิชาการ” ท่านยังเสนอแนวทางการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมว่า “เราเป็น University เรามีศาสตร์ต่างๆ ครบอยู่แล้ว ถ้าเราสามารถทำแบบนี้ได้ เริ่มต้นจากการบริการวิชาการ ตั้งงบวิจัยก้อนเล็กๆ ลงพื้นที่เก็บข้อมูล แล้วเริ่มบริการวิชาการให้สื่อและประชาชนได้เข้าใจ โอกาสที่จะตั้งศูนย์ต่างๆ ก็จะตามมาเอง และในที่สุดเราก็จะมีทั้งความแข็งแกร่งทางวิชาการและสามารถบริการสังคมได้อย่างแท้จริง”

ในมิติด้านการวิจัย รศ.ดร.จีรนุช เสงี่ยมศักดิ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น อธิบายถึงแนวทางการขับเคลื่อนงานวิจัยด้านการจัดการประเด็นข้ามพรมแดนว่า จำเป็นต้องใช้ศาสตร์หลายๆ ศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น Health Science, Social Science หรือ Science and Technology ซึ่งท่านยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม จากประเด็นเรื่องการบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำโขงที่มีต้นทางมาจากจีน 

“เราต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีและความเข้าใจในหลากหลายศาสตร์ เพราะมันกระทบทั้งเรื่องการสร้างเขื่อน กระทบต่อประชาชน และการสร้าง Compensation เราจะดูแลพวกเขาอย่างไร จากตัวอย่างประเด็นนี้ เห็นได้ว่าสภาวะแวดล้อมต่างๆ ไม่สามารถทำได้โดยอาศัยศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือกันทั้งเครือข่ายระดับประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดผลกระทบที่มากขึ้น” พร้อมทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ว่า “Go Far Go Together เราไปไกลแน่นอน”

การประชุมสภามหาวิทยาลัยและการศึกษาดูงานครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์เท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนักวิชาการ สถาบันการศึกษา ผู้กำหนดนโยบาย และภาคเอกชนจากทั้งสามประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในการส่งเสริมความร่วมมือข้ามพรมแดน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน ผ่านการบูรณาการความรู้และการวิจัยที่จะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อภูมิภาคอย่างแท้จริง